มาต่อตอน 2 แล้วววววว
ขอบอกว่าตอนนี้เขียนไปน้ำตาคลอไป
****************************
ราชินี...ที่รัก (2)
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2548
เวลาประมาณ 11.00 น.
เสียงสัญญาณเตือนเหตุเพลิงไหม้ก็ดังขึ้น
นักเรียนทุกคนต่างตื่นตกใจ
และวิ่งมารวมตัวกันที่สนามหญ้าหน้าตึกมัธยม
ซึ่งเป็นสนามที่ใกล้หน้าโรงเรียนมากที่สุด
ฉันจำได้ว่าเมื่อฉันวิ่งออกมาจากห้องเรียน
แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทางด้านอาคารสุนันทาลัย
ท้องฟ้าในตอนนั้นเต็มไปด้วยควันไฟที่กำลังพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
จนท้องฟ้าใสๆ ถูกบดบังไปด้วยควันดำ
สถานที่ที่รักของพวกเราที่กำลังจะซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์
และสวยงามดังเดิม กลับเต็มไปด้วยเปลวไฟ และควันดำ
ทุกๆ คนต่างมองไปยังจุดเดียวกัน
แล้วน้ำใสๆ ก็คลออยู่ในตา
แต่ฉันและเพื่อนๆ ก็เรียกสติกลับคืนมาได้ในไม่ช้า
เมื่อเห็น น้องๆ ที่วิ่งมายังสนามด้วยความตกใจกลัว
เสียงสะอื้นไห้ระงมไปทั่งโรงเรียน
ในขณะนั้นฉัน และเพื่อนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียนนั้น
ได้ร่วมใจกันตั้งสติ และช่วยคุณครูเคลื่อนย้ายน้องๆ
ออกจากโรงเรียนไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย
แต่มันได้สร้างบาดแผลในจิตใจของชาวราชินีทุกคน
อาคารสุนันทาลัยสำหรับชาวราชินีนั้น
ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตึกเก่าที่ช่วยเชิดชูสถาบัน
แต่เป็นสถานที่อันเป็นที่รักของพวกเราทุกคน
ซึ่งตอนนี้ถูกเพลิงไหม้เสียหายไปมากมาย
เพียงเพราะความไม่รอบคอบของคนงานก่อสร้างเพียงคนเดียว
แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดีแฝงอยู่บ้าง
ความโชคดีนั่นก็คือ เหตุการณ์ครั้งนี้นั้น
ได้ทำให้ทุกคนไม่เพียงแต่ชาวราชินีเท่านั้น
ได้เห็นภาพอันน่าประทับใจในสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของชาวราชินี
ภาพที่พี่ช่วยน้อง น้องจูงพี่
พี่ซับน้ำตาให้น้อง น้องโอบกอดพี่
ทุกคนโอบอุ้มและมอบความรัก ความเอื้ออาทรให้แก่กัน
ภาพเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ
สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นอย่างมาก
และมันก็ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของฉันตราบจนทุกวันนี้
ความโศกเศร้า หดหู่ และกังวลใจอยู่กับพวกเราได้ไม่นาน
หลังจากที่โรงเรียนหยุดการเรียนการสอนมาตลอดทั้งสัปดาห์
เมื่อเปิดเรียนวันแรก
กำลังใจของพวกเรากลับมาเข้มแข็งขึ้นมาก
เมื่อได้ฟังบทประพันธ์จากคุณครูพนมวัน แก้วผ่อง
ที่มอบให้กับชาวราชินีทุกคน
*********************************
เพลงบุญญาบารมีปกปัก
พฤหัสบดียี่สิบห้า
เดือนสิงหาเวลาเพลกลับเย็นหนาว
อัคคีคลุ้มกลุ่มควันกลั่นแสงวาว
เพดานกราวดาวโดมถูกโหมเกรียม
ใจหวิวหวิวริ้วหยาดน้ำฉ่ำแก้มแล้ว
สวนขวัญแก้วชาวพิกุลอุ่นไอเปี่ยม
อย่าเลือนหายเสียดายนักยากจักเตรียม
สูญเสียเทียมครั้งนี้มิเคยเป็น
จวบสุรีย์เรืองนภาจ้าเจิดแจ่ม
รอยยิ้มแย้มพรายพร่างย่างเยือนเห็น
คละความเศร้าเคล้าความสุขทุกข์ลำเค็ญ
ชุ่มชื่นเย็นฝนน้ำใจดับไฟพลัน
พี่จูงน้องประคองโอ๋ โถนิ่งเถิด
ภาพงามเพริศพราวพริ้งจริงดั่งฝัน
ครูปลอบศิษย์มิตรกูลเกื้อช่วยเหลือกัน
เราเสียขวัญแต่ได้ร้อยใจคืน
เพลงบุญญาบารมีผู้ปกปัก
ศูนย์รวมรักยังพิศุทธิ์ผุดผ่องชื่น
ทรงรักษาโรงเรียนไว้ให้ยั่งยืน
พิกุลตื่นฟื้นจากเหงาสร่างเศร้าตรม
มโนน้อมค้อมศิระอภิวาท
ปวงข้าบาทชาวราชินีภักดีสม
สนองพระเมตตาอ่าอุดม
เทิดบังคมจิตมั่นกตัญญู
สวนขวัญแก้วจะแพร้วพรั่งดั่งเดิมสร้าง
คงทุกอย่างงดงามตามเคยอยู่
ผู้จัดการ ครูใหญ่ใส่ใจดู
พร้อมกอบกู้สู่ขวัญแก้ว สุนันทา
***************************************
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ปีกว่าแล้ว
ฉันยืนมองสถานที่อันเป็นที่รักของเราอยู่นาน
อาคารที่เคยเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้
ตอนนี้ใกล้จะบูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ฉันมองดูอาคารสีเหลือง
ประตูหน้าต่างสีเขียว
ตัดด้วยสีขาวที่เสาขอบปูนรูปปั้น
และหลังคาโดมอันงดงาม
ด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
และความภาคภูมิใจ
ฉันยืนคิดถึงความหลัง
และชื่นชมความงามของอาคารสุนันทาลัยได้ไม่นาน
ก็จำต้องลาจากที่แห่งนี้ไป
ฉันเดินกลับไปที่ประตูรั้วสีน้ำเงินอีกครั้ง
ดอกพิกุล...ดอกไม้ประจำโรงเรียน
กำลังร่วงหล่นจากต้น
และส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว
ฉันเองก็เป็นดอกพิกุลดอกหนึ่ง
ที่ค่อยๆ ผลิบานและเติบโตในโรงเรียนราชินีแห่งนี้
จนกระทั่งถึงวันที่มันต้องร่วงหล่นจากต้น
แต่ดอกพิกุลดอกนี้จะยังคงส่งกลิ่นหอมไป
ตราบนานเท่านาน
"เฉกเช่นพิกุลแก้ว
ผลิแห้งแล้วยังหอมนาน
ไป่ทิ้งสุคนธาร
บังเกิดกาลระเหยหาย
เชิดชื่อผกาพันธุ์
นิรันดร์อยู่มิรู้วาย
เชิดเกียรติกำจรจาย
ระบายบ่งถึงสวนขวัญ..."
****************************************************
โชคดีนะที่โรงเรียนไม่เป็นอะไรมาก